วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

ทำไมเราถึงต้องทำธุรกิจเครือข่าย !!!


วันนี้ผมจะมาพูดในหัวข้อ "ทำไมเราถึงต้องทำธุรกิจเครือข่าย"  จริงๆแล้วธุรกิจในโลกนี้ก็มีมากมายหลากหลายรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็น การเปิดร้านค้า ธุรกิจSME การเล่นหุ่น เป็นต้น  แต่คุณจะเห็นได้ว่าธุรกิจพวกนี้นั้น  หากคุณไม่มีความรู้ความสามารถจริงๆแล้วหละก็
คุณจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ แถมคุณยังอาจจะขาดทุนเป็นหนี้มากมายก็ได้  "เป็นเพราะอะไร"
นั่นก็เป็นเพราะว่า การที่คุณทำธุรกิจพวกนี้คุณต้องการเพียงแค่อย่างเดียวคือ "การขาย"
แต่ธุรกิจเครือข่ายนั้นต่างออกไป "เพราะอะไร"
ก็เพราะว่าธุรกิจเครือข่ายส่วนใหญ่นั้น ต้องการที่จะสร้างองค์กรให้เติบโต โดยการสร้างองค์กร
นั่นคือข้อแตกต่าง ในขณะที่ธุรกิจร้านขายของ ของคุณคุณทำงานคนเดียว จ้างคนมาทำ ต้องไปเรียนรู้วิธีการทำงานต่างๆ ขายได้แค่ในระแวกบ้าน ต้องสั่งซื้อของขายปลีก ฯลฯ
แต่ในขณะที่ธุรกิจเครือข่ายกำลังสร้างองค์กรขนาดใหญ่ครอบคุมไปทั่วประเทศหรือทั่วโลก ถึงขายของไม่ได้ก็ยังอยู่รอดได้ด้วยการสร้างองค์กร



คุณลองคิดดูซิว่า  "คุณกำลังต้องการที่จะพลาดโอกาสนี้รึปล่าว"
                       "คุณกำลังต้องการการทำงานแบบใหม่ๆรึปล่าว"
                       "คุณต้องการการสร้างรายได้แบบลงทุนน้อยกำไรสูงอยู่รึปล่าว"

สิ่งที่คุณต้องมีมีเพียง 2 ข้อเท่านั้น

                        1.คุณต้องเตรียมตัวเตรียมใจ
                        2.คุณจะต้องเตรียมความขยัน

เพียงแค่นี้ก็จะทำให้คุณสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน !!!




    <อาชีพ เสริม ที่ บ้าน,งาน ออนไลน์ รายได้ เสริม,ราย ได้ เสริม หาเงิน ออนไลน์,หา เงิน,วิธี หา รายได้ ผ่าน เน็ต,มี ราย ได้,ได้ เงิน จริงๆ,ราย ได้ ผ่าน เน็ต ได้ เงิน,หาเงิน เน็ต,สมัคร งาน ทำงาน ผ่าน อินเตอร์เน็ต>

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

คำศัพท์ต่างเกี่ยวกับธุรกิจ MLM

คำศัพท์ต่างเกี่ยวกับธุรกิจ MLM สำหรับบทความนี้ผมจะรวบรวมคำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายทั้งหมดหากเพื่อนต้องการจะรู้คำศัพท์คำใดเพิ่มเพื่อนๆสามารถแสดงความคิดเห็นได้หรือจะส่มมาทาง E-mail ก็ได้ครับ

เรามาเริ่มคำแรกเลยนะครับ

1.ธุรกิจเครือข่าย

ธุรกิจเครือข่าย นี้คืออะไร ทำไมคนจึงหลั่งไหลเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างมากมาย ? ปัจจุบันมีรูปแบบวิธีการดำเนินธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย  หลายคนนึกถึงว่าต้องใช้เงินทุนมาก, ต้องจ้างแรงงานจำนวนมาก, ต้องผลิตสินค้า, ต้องมีโรงงาน, ต้องมีทำเลหน้าร้าน ฯลฯ จึงจะทำให้พวกเราส่วนใหญ่ ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองสักที เพราะขาดเงินทุน ขาดคนมีฝีมือที่ไว้วางใจได้ณ.วันนี้ธุรกิจที่ทุกคนมีสิทธิ์ทำให้ฝันของตนเป็นจริงได้เกิดขึ้นแล้ว เราเรียกว่า “ธุรกิจเครือข่าย”ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร ?
 
    ธุรกิจเครือข่าย เป็นระบบธุรกิจการตลาดรูปแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถได้เป็นเจ้าของธุรกิจที่สร้างรายได้จำนวนมาก โดยไม่ต้องมีความเสี่ยงและไม่ต้องลงทุนเงินเป็นจำนวนมากเหมือนกับการทำธุรกิจทั่วๆไป เช่น หากธุรกิจสินค้าแบบทั่วไปจะใช้ดาราในการโฆษณาสินค้าให้ ซึ่งต้องใช้เงินทุนบริษัทถึง 60% ทีเดียว แต่ธุรกิจเครือข่ายไม่ได้ใช้ดาราในการโฆษณา แต่เป็นการโฆษณาแบบปากต่อปาก ทำให้นำกำไรของบริษัท 60% มาคืนสู่ผู้ร่วมธุรกิจหรือสมาชิกนั้นเอง

ธุรกิจเครือข่าย ตัวอย่างที่รู้จักดีเช่น Amway กิฟฟารีน เค็งเซ็น ฯลฯ ซึ่งเรียกได้ว่าบริษัทเหล่านี้เป็นตัวบุกเบิกของไทยก็ว่าได้ ปัจจุบันในโลกออนไลน์นั้นก็มีธุรกิจเครือข่ายแบบใหม่มากมายซึ่งแผนรายได้ของแต่ละบริษัทก็จะแตกต่างกันไป แผนรายได้ของทุกบริษัทนั้นออกแบบโดยสูตรคณิตศาสตร์ที่ไม่มีทางผิดพลาด และไม่ต้องห่วงว่าบริษัทจะได้กำไรหรือไม่เพราะได้แน่นอนอยู่แล้วจึงทำให้บริษัทที่ใช้แผนรายได้แบบเครือข่ายไม่มีวันเจ๊งซักที่ ยกเว้นบริษัทที่มีสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งคุณจะทำธุรกิจเครือข่ายกี่ตัวก็ได้สมมุติถ้าคุณมีรายได้จากอีกตัวเยอะแล้ว
 


1. ธุรกิจ MLM

MLM คืออะไร 
     การตลาดขายตรงหลายชั้น Multi-level Marketing หรือที่เรียกกันว่าการตลาดแบบเครือข่าย Network Marketing นั้นเป็นหลักการตลาดที่ให้ผู้คนจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค โดยผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆนั้นจะได้รับผลตอบแทนจากกิจกรรมที่ทำ เช่นแนะนำสินค้า การให้ผู้บริโภครายอื่นๆเข้ามาร่วมเป็นผู้จำหน่ายสินค้า โดยแบ่งเป็นผลตอบแทนจากการทำธุรกิจเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละแบบแผน ดังนั้นหน้าที่หลักในกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคตั้งแต่ การโฆษณาสินค้า หาตัวแทนจำหน่าย จัดจำหน่าย การขาย ขนส่งไปจนถึงผู้บริโภค จะมีผู้ร่วมธุรกิจเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นจำนวนมาก โดยทำหน้าที่ต่างๆกันไป ทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางการตลาดที่มีศักยภาพสูงมากและมีความรวดเร็วในการกระจายสินค้าสูง และเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนในการเริ่มต้นที่ต่ำอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการของ MLM
     การขายตรงนั้นสามารถย้อนกลับไปยาวนานพอๆกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ก่อนจะมีการใช้เงินมนุษย์เราแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันโดยตรง อย่างไรก็ดีการขายในลักษณะขายตรงที่เป็นแม่แบบของการขายตรงยุคปัจจุบันนี้เริ่มมาประมาณปี 1740 โดยสองพี่น้อง Edward และ William Pattison ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้จากตะกั่ว ได้ทำการเร่ขายสินค้าไปตามบ้าน (ในลักษณะการขายตรง) โดยจะเดินทางในรถลากเล็กๆบรรทุกสินค้าไปขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งเรียกว่า Yankee Peddler
     ในปี 1868 เกิดบริษัทขายตรงที่ขายสินค้าเครื่องเทศตามบ้านและสินค้าอาหาร ชื่อ Watkins Company
     ปี 1855 บริษัท Southwestern Publishing Company ตั้งขึ้นเพื่อผลิตหนังสือและคัมภีร์ไบเบิล และในปี 1868 บริษัท ปรับปรุงบริษัทให้เป็นบริษัทขายตรง โดยให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเข้ามาเป็นตัวแทนขาย
     ปี1886 บริษัท Avon เริ่มต้นบริษัทแบบขายตรง โดย David McConnel เขาได้เริ่มด้วยการขายคัมภีร์ไบเบิลและแถมตัวอย่างน้ำหอมไปตามบ้าน น้ำหอมที่แถมนั้นปรากฏว่าเป็นที่นิยมอย่างมาก จนเขาได้ก่อตั้งบริษัท California Perfume Company ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็นชื่อ Avon ในปี 1939 จนกลายเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ New York Stock Exchange และได้พัฒนาแผนการจ่ายผลตอบแทนให้เป็น MLM ให้ที่สุด
     ระบบการขายตรงสมัยใหม่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเมื่อปี 1906 โดย Alfred Fuller ซึ่งอยู่ที่เมือง New Britain ในมลรัฐ Colorado ได้ก่อตั้งบริษัท Fuller Brush Company ซึ่งเริ่มทำการขายตรงแบบ Door-to-door ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มรูปแบบการขายตรงสมัยใหม่ ภายหลังบริษัทได้ปรับปรุงแผนการตลาดของตนให้เป็นแบบ MLM แต่ก็ไม่ประสบความสพเร็จมากนัก เพราะเหล่าสมาชิกต่างมีความเป็นนักขาย (Salespeople) มากกว่าเป็นนักขยายเครือข่าย (Recruiters)
     อย่างไรก็ดีก่อนปี 1950 การขายตรงส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะ Party Plan คือการตลาดผลิตภัณฑ์โดยการจัดแสดงและเป็นเจ้าภาพในงานปาร์ตี้หรืองานทางสังคมต่างๆ โดยใช้งานสังคมต่างๆนั้นเป็นจุดแสดงและสาธิตสินค้า โดยให้ผู้ที่เข้าร่วมงานได้เห็นการสาธิตสินค้าและการทดลองสินค้าจริง แล้วก็รับรายการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าโดยตรง เพื่อจัดส่งสินค้าให้ต่อไป
     ในปี 1950 เป็นยุคที่การตลาดแบบขายตรงหลายชั้นหรือการตลาดแบบเครือข่ายถือกำเนิดอย่างแท้จริง เป็นยุคที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการ MLM มากมายได้ถือกำเนิดขึ้น บริษัทเหล่านี้คือ Tupperware, Shaklee, Amway และ Mary Kay
     ในปี 1945 Earl Tupper เป็นผู้บุกเบิกสินค้าที่ทำจากพลาสติกที่อ่อนตัว น้ำหนักเบา ไม่แตกหักง่าย และสามารถปิดผนึกได้อย่างมิดชิด เริ่มทำตลาดโดยการขายส่งปกติ แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก ในปี 1951 เขาได้เปลี่ยนมาใช้แผน Party Plan โดยการสาธิตสินค้าตามงานปาร์ตี้ และขายสินค้าแบบขายตรง และประสบความสำเร็จอย่างสูง
     ในปี 1956 Dr. Forrest Shaklee ผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านสารอาหาร ทำงานร่วมกับ Casimur Funk ผู้ที่ค้นพบวิตามิน ได้ก่อตั้งบริษัท Shaklee ซึ่งเป็นผู้แนะนำวิตามินเข้าไปสู่อเมริกา และได้ก่อตั้งระบบขายตรงหลายชั้นขึ้น บริษัท Shaklee เป็นยักษ์ใหญ่ของวงการวิตามินและอาหารเสริม
     ในปี 1959 Rich Devos และ Jay Van Andel ได้ก่อตั้งบริษัทจัดจำหน่ายสินค้าที่หลากหลายโดยใช้รูปแบบ MLM หรือการตลาดขายตรงหลายชั้น ซึ่งต่อมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน MLM ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมาก มียอดขายทั่วโลกกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีตัวแทนจำหน่ายอิสระเป็นล้านคนทั่วโลก ปัจจุบัน Amway ถือเป็นบริษัท MLM ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในโลก
     ในปี 1963 Mary Kay Ash ซึ่งเป็นนักขายตรงจากบริษัท Stanley Home Product และบริษัทขายตรงอีกหลายบริษัท ได้ก่อตั้งบริษัท Mary Kay ซึ่งเป็นบริษัทของผู้หญิงบริษัทแรกๆของโลก Mary Kay ขายสินค้าเครื่องสำอาง ซึ่งต่อมาให้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
     ในปี 1975 Federal Trade Commission ของสหรัฐฯ หรือ FTC ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คุ้มครองผู้บริโภคและคุ้มครองการแข่งขันอย่างเสรี ได้ดำเนินคดีฟ้องร้องต่อศาล กล่าวหาว่า Amway ประกอบธุรกิจแบบปิระมิดที่ผิดกฎหมาย แต่หลังจากต่อสู้กันในศาลนานถึง 4 ปี ในปี 1979 ศาลสหรัฐฯ ก็ได้ตัดสินให้ Amway ชนะคดี โดยศาลได้ตัดสินให้ แผนการจ่ายค่าตอบแทนของ Amway ซึ่งเป็นการตลาดขายตรงหลายชั้นเป็นแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่ถูกกฎหมาย ไม่ได้เป็นแบบปิระมิดซึ่งเป็นแบบที่ผิดกฎหมายสหรัฐฯ คดีดังกล่าวถึงเป็นกรณีตัวอย่างที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมขายตรงอย่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์เลยที่เดียว หาก Amway แพ้คดีนี้ ธุรกิจ MLM ในโลกนี้อาจไม่เกิดและเจริญเติบได้อย่างทุกวันนี้ การชนะคดีของ Amway เป็นการนำทางให้บริษัท MLM ติดตามมาอีกเป็นจำนวนมาก และแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆทั่วโลก
     ปัจจุบันเป็นยุคที่ MLM ได้รับการยอมรับมากขึ้นมีบริษัทจำนวนมากหันมาใช้การตลาดแบบ MLM ซึ่งเป็นช่องทางการจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพมากสามารถขยายตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีรายได้ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ดี ปัจจุบันก็มีบริษัทที่นำวิธีการทางการตลาดแบบ MLM ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ได้มีการแพร่ระบาดของระบบที่เรียกว่า Pyramids หรือปิระมิด หรือการตลาดลักษณะที่เป็นแบบลูกโซ่ มีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะที่หลอกลวงผู้บริโภคโดยการรับสมัครคนเข้ามาสู่ระบบ และเสียเงินเพื่อการสมัคร มากกว่าการขายสินค้า ซึ่งในบางครั้งจะทำให้เป็นระบบที่เรียกว่า การเล่นเงิน Money game ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
     แนวโน้ม MLM ในอนาคตจะเป็นระบบที่สามารถกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคอย่างยุติธรรม และมีการพัฒนาไปสู่ระบบ MLM ที่สมบูรณ์ คือมีทั้ง ผู้ผลิต ผู้กระจายสินค้า และผู้บริโภคอยู่ในระบบเดียวกัน สามารถสลับหน้าที่กันได้อย่างสมบูรณ์และยุติธรรม ซึ่งจะได้กล่าวอย่างละเอียดในบทต่อๆไป

 จากเว็บไซต์ www.alisio.com


3.Upline
คนเชื่อบางคนอาจจะสงสัยคำนี้อยู่พอสมควรผมจะอธิบายง่ายๆสั้นๆนะครับว่า อัฟไลน์ เนี่ย จริงๆแล้วในธุรกิจเครือข่ายเค้าเรียก  แม่ทีมครับ ซึ่งเป็นคนที่เข้ามาร่วมทำธุรกิจก่อนเราและเป็นคนที่ชวนเราเข้ามาทำธุรกิจนั่นเองครับ

4.Downline
ส่วนคำว่า ดาวน์ไลน์ นั้นในธุรกิจเครือข่ายเราเรียกว่า ลูกทีม ซึ่งเป็นคนที่มาเข้าร่วมธุรกิจต่อจากเราลงไปทุกคนนั่นแหละครับที่เรียกว่า ดาวน์ไลน์

5.Video Marketing
การทำการตลาดแบบ video marketing หมายถึงการทำการตลาดที่นำสื่อเทคโนโลยีเข้ามาร่วมด้วยโดยใช้ video เป็นตัวสื่อสิ่นต่างๆที่เราต้องการจะสื่อ

6.SEO
SEO คืออะไร SEO (เอสอีโอ) มาจากคำเต็มๆ ว่า Search Engine Optimization ความหมายแบบบ้านๆ ลูกทุ่งๆ ก็คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ และกระบวนการต่างๆ ของเว็บไซต์ตั้งแต่การออกแบบ เขียนโปรแกรม และการโปรโมทเว็บ เพื่อให้ติดอันดับต้นๆ ของ Search Engine (เครื่องมือค้นหาเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Google, MSN, Yahoo, AOL เป็นต้น)

อาชีพ เสริม ที่ บ้าน,งาน ออนไลน์ รายได้ เสริม,ราย ได้ เสริม หาเงิน ออนไลน์,หา เงิน,วิธี หา รายได้ ผ่าน เน็ต,มี ราย ได้,ได้ เงิน จริงๆ,ราย ได้ ผ่าน เน็ต ได้ เงิน,หาเงิน เน็ต,สมัคร งาน ทำงาน ผ่าน อินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

องค์ประกอบในการสร้างความสำเร็จบนธุรกิจเครือข่าย (Attraction Marketing Component)

ในบทนี้ผมจะมาพูดถึงองค์ประกอบต่างๆที่นักธุรกิจเครือข่ายที่จะทำการตลาดแบบดึงดูดนั้นจำเป็นจะต้องมีครับเพราะองค์ประกอบทั้งหลายเหล่านี้จะช่วยให้ท่านสามานถสร้างเครือข่ายที่มีคุณภาพได้จริงๆ และยังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือสำหรับ downline ที่ท่านต้องการให้มาร่วมสายงานกับท่าน

องค์ประกอบอย่างที่ 1 ที่คุณจำเป็นจะต้องมีก็คือ !!!!



Website !!!!  นั่นเอง

วัตถุประสงค์ของการมีเวปไซด์นี้ก็คือเป็นที่ๆ
ผู้มุ่งหวังสามารถเข้ามารู้จักคุณกับสิ่งที่คุณนำเสนอ
โดยไม่เกี่ยวข้องกับการขายโอกาสทางธุรกิจของคุณ
เพื่อดึงดูดผู้มุ่งหวังที่คุณต้องการ


ข้อมูลหรือสิ่งที่นำเสนอนั้นต้องมีประโยชน์
และเป็นการให้ที่ไม่แอบแฝงไปด้วยการขาย
และนี้เองก็คือวิธีการที่คุณสามารถสร้างรายชื่อผู้มุ่งหวังของคุณ
จาก 5, 10 คนจนถึง 30 คน/เดือน


หลังจากที่คุณสร้างเวปไซด์ที่รวบร่วมบทความที่มีประโยชน์แล้ว
มันก็จะอยู่กับคุณตลอดไป


ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณสอนวิธีการสร้าง/โพสบทความทางอินเตอร์เนต
หรือแบ่งปันขั้นตอนวิธีการสร้างวิดีโอ เพื่อดึงดูดนักธุรกิจเครือข่าย
ให้กับผู้มุ่งหวังที่ไม่มีความรู้ในการสร้างบทความในอินเตอร์เนท










2. คือการใช้ Email Marketing ให้ถูกวิธีจึงจะเป็นประโยชน์


หลังจากการที่ผู้มุ่งหวังรู้จักคุณ  ได้ใช้งานเวปไซต์ของคุณ
และได้ลงทะเบียนเข้าไปในเครื่องมือสร้างรายชื่อ (Lead Capture Page)


เมื่อผู้มุ่งหวังกรอกข้อมูลลงใน  Lead Capture Page ของคุณ
ซึ่งหมายความว่า คุณจะได้รายชื่อผู้มุ่งหวังเข้ามาเก็บไว้ในกระเป๋า


ซึ่งเป็นผู้มุ่งหวังที่อนุญาตให้คุณติดต่อสื่อสารกับเขาแล้ว
ที่คุณสามารถส่งข่าว หรือจดหมายข่าวเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี


ผู้มุ่งหวังที่ผ่านขั้นตอนนี้แล้ว ก็จะกลายเป็นรายชื่อที่มีคุณภาพ
ที่รู้จักคุณผ่านการทำการตลาดที่คุณสร้างไว้
เมื่อผู้มุ่งหวังเข้ามาในระบบที่คุณเตรียมไว้

" ถือว่าขั้นตอนการเตรียมการขายของคุณได้เริ่มต้นแล้ว "


Lead Capture page

เป็นเครื่องมือสำคัญที่จำเป็นต้องมีในการทำการตลาด
ด้วยระบบการตลาดแบบดึงดูด ที่ขาดไม่ได้เมื่อทำการตลาดออกไป








องค์ประกอบที่ 3 ก็คือ การที่ผู้มุ่งหวังของคุณพร้อมที่จะเปิดรับข่าวสารและการติดต่อจากคุณ


กุญแจสู่ความสำเร็จในของการตลาดแบบดึงดูด
คือการสร้างคุณค่าอย่างต่อเนื่องด้วยระบบอีเมลล์อัตโนมัติ


ซึ่งหมายถึงการเปิดโอกาสให้ผู้มุ่งหวังได้ซื้อในสิ่งที่คุณนำเสนอ
หรือเปิดโอกาสให้ผู้มุ่งหวังติดต่อกลับมาหาคุณ


ขบวนการนี้เปรียบเสมือนการทำโฆษณาตามโทรทัศน์ หรือวิทยุทั่วไป
สิ่งที่คุณนำเสนอขาย อาจจะเป็น ตำรา บทความ  หรือ เทรนนิ่งซีดี
ที่สร้างกระแสเงินสดให้คุณ หรือมีการสร้างรายได้จากโฆษณา
การทำ affiliate ก่อนที่จะทำการนำเสนอสินค้า หรือโอกาสทางธุรกิจของคุณ


เมื่อเราประกอบองค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้
เข้ากับกลุ่มเป้าหมายที่จะทำการตลาดด้วยขั้นตอนแรก
เก็บรวบรวมข้อมูลของเราไว้ในเวปไซด์ที่สร้างไว้ให้คนที่สนใจค้นหาในอินเตอร์เนท


สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ
บทความหรือข้อความแบบไหนที่เราต้องใส่เข้าไปในเวปไซด์
ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของผู้มุ่งหวังที่คุณต้องการจะดึงดูด
และ สิ่งที่คุณจะช่วยผู้มุ่งหวังก็คือ การช่วยให้ผู้มุ่งหวังประสบความสำเร็จ


ตัวอย่างของสิ่งที่เราจะแบ่งปันในเวปไซด์

-  หนังสือ ตำราที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจเครือข่าย
-  ข้อมูลรายชื่อ บริษัทที่ทำธุรกิจ MLM
-  ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย และระบบที่ทำงานแบบเดียวกัน
-  เคล็ดลับในการทำธุรกิจเครือข่ายให้ประสบความสำเร็จ
-  วิธีการสมัครคน
-  การแชร์ประสบการณ์ทำงานของคุณ ให้กับผู้ที่มาใหม่












ส่วนองค์ประกอบสุดท้ายก็คือ การมีระบบ E-mail ติดตามผลแบบอัตโนมัติ


ที่ทำหน้าที่ส่งบทเรียน  ข้อความที่ให้ความรู้ หรือข้อมูลที่มีค่าในการทำธุรกิ
ซึ่งจะส่งให้อัตโนมัติตามเวลาที่กำหนด
หลังจากที่ได้มีการลงทะเบียนรับข้อมูลแล้ว
เปรียบเสมือนเป็น Coach ส่วนตัวในการทำธุรกิจ


เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ
ในการทำการตลาดที่ไม่ต้องออกไปไล่ล่าผู้มุ่งหวังอีกต่อไป
เพราะเขาจะเข้ามาคุณเอง  ด้วยความสนใจในสิ่งที่คุณนำเสนอ






ซึ่งแตกต่างจากการตลาดที่ใช้กันอยู่ทั่วไป
ที่ผู้มุ่งหวังจะรู้สึกว่าถูกบังคับขาย
และถูกหว่านล้อม  ชักจูง หรือบังคับเพื่อปิดการขาย เพราะ

1.  ผู้มุ่งหวังเข้ามาหาคุณเอง
2.  ผู้มุ่งหวังอนุญาตให้คุณติดต่อสื่อสารกับเขาเอง
3.  เรานำเสนอข้อมูลหรือสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับผุ้มุ่งหวังก่อน  เพื่อสร้างความสัมพันธ์
   จนกว่า ผู้มุ่งหวังจะพร้อมทำธุรกิจกับคุณ อาชีพ เสริม ที่ บ้าน,งาน ออนไลน์ รายได้ เสริม,ราย ได้ เสริม หาเงิน ออนไลน์,หา เงิน,วิธี หา รายได้ ผ่าน เน็ต,มี ราย ได้,ได้ เงิน จริงๆ,ราย ได้ ผ่าน เน็ต ได้ เงิน,หาเงิน เน็ต,สมัคร งาน ทำงาน ผ่าน อินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

ขั้นที่ 2 สู่บทเรียนการพูดจูงใจคนให้เข้ามาร่วมธุรกิจ

ขั้นที่ 2 สู่บทเรียนการพูดจูงใจคนให้เข้ามาร่วมธุรกิจ


จากบทเรียนที่แล้วที่ผมได้บอกกับทุกท่านไว้เคร่าๆว่าให้เริ่มจากการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย  ซึ่งการสร้างกลุ่มเป้าหมายที่ดีจะทำให้สามารถดึงดูดคนได้มากยิ่งขึ้น  ซึ่งถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็สามารถอ่านได้ในบทความ  กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ครับ

แต่เราจะทำอย่างไรหละ  ให้เค้ามาสนใจในสินค้าหรือบริการของเรา ???



บางครั้งในการที่คุณเข้ามาทำงานในธุรกิจเครือข่ายหรือธุรกิจ MLM นั้นคุณอาจจะต้องศึกษาเกี่ยวกับสินค้าที่คุณต้องการจะขายหรือแผนการตลาดแผนการจ่ายรายได้ของบริษัทมาก่อนจึงจะสามารถนำสินค้าตัวนั้นมานำเสนอหรือขายไปให้ผู้มุ่งหวังได้

คุณอาจจะมีสินค้าที่มีคุณภาพมากๆได้รับการรับรองจากต่างประเทศ เป็นสินค้าที่ดีที่สุด
แต่คุณจะขายสินค้าเหล่านั้นอย่างไรหละ ??

ถ้าหากคุณไปปรึกษาอัพลายของคุณ เค้าก็คงจะบอกให้คุณไปเดินเคาะประตูบ้านทุกหลังเท่าที่จะทำได้เพื่อขายสินค้าที่สุดยอดเหล่านั้น

หรืออาจจะบอกให้ไปรวบรวมเอารายชื่อคนที่รู้จักมาให้ได้มากที่สุดหรือแม้แต่การซื้อรายชื่อทาง internet แล้วก็ให้เติมเงินโทรศัพท์เพิ่อกระหน่ำโทรให้คนเหล่านั้นมาสนใจในสินค้าอันสุดยอดของคุณ

แต่คุณคิดว่าวิธีเช่นนี้จะทำให้คุณประสบความสำเร็จจริงหรือ ??

คุณคิดอย่างไรหากคุณต้องตื่นนอนแต่เช้าเพื่อเดินตามบ้านไปเคาะประตูเพื่อเสนอขายสินค้าต่างๆ ซึ่งในส่วนตัวผมคิดว่าวิธีนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากการที่เราทำงานประจำซักเราไรนัก  และโอกาสที่ผู้คนเหล่านั้นจะมาสนสินค้าอันสุดยอดของคุณมีเท่าไหร่หละ ???



และอีกวิธีคือการโทรศัพท์หาผู้คนมากมายเพื่อเชิญชวนให้มาซื้อสินค้าหรือร่วมทำธุรกิจ
คุณคิดว่าวิธีนี้ได้ผลจริงหรือ ???  ถ้าคุณลองเอาใจเขามาสู่ใจเราก็จะรู้ครับ เช่น  คุณกำลังดูหนังอยู่ดีๆจู่ๆก็มีคนที่คุณก็ไม่รู้ว่าเป็นใครโทรศัพท์มาหาท่านเพื่อขายสินค้าหรือชวนทำธุรกิจ  ท่านก็คงจะรู้สึกรำคาญเป็นอย่างมาก !!! และโอกาสที่จะไปรับการตอบรับมันเป็นเท่าไหร่หละครับ ????



มาถึงตอนนี้ผมเชื่อว่าคุณต้องมีคำถามมากมายอยู่ในใจ แต่หนึ่งในนั้นก็คือ
"แล้วผมจะทำอย่างไรหละ ???"

จริงๆแล้วคำตอบของคำถามนี้มันง่ายกว่าที่คุณคิด !!!

ในเมื่อในบทเรียนที่แล้วคุณได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายของคุณเรียนร้อยแล้ว ทุกอย่างมันก็ง่ายแล้วสิครับ

ในเมื่อคุณมีกลุ่มเป้าหมายแล้วคุณก็คงเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณนั้นต้องการสิ่งใด
ซึ่งหน้าที่ของคุณก็คือการเติมเต็มในสิ่งที่พวกเค้าต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน หรือแม้แต่การพิมพ์ก็ตาม

ซึ่งวิธีนี้จะทำให้กลุ่มผู้มุ่งหวังของคุณ เชื่อคุณ ศรัทธาในตัวคุณ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณเป็นเหมือนกับสนามแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้มุ่งหวังทุกรายเอาไว้

คุณรู้รึปล่าวว่าคนกว่า 99 % ต้องล้มเหลวจากการทำธุรกิจเครือข่าย ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นขาดความรู้ในการทำธุรกิจเครือข่ายให้สำเร็จได้จริง  สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้มีแต่วิธีการขายสินค้า
แต่จริงๆแล้วการที่คุณจะประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายได้นั้นคุณจะต้อง
"ขายตัว"  ผมพิมพ์ไม่ผิดหรอกครับ ขายตัว ที่ผมพูดถึงหมายความว่าคุณต้องเสนอตัวคุณเองให้ผู้มุ่งหวังรู้จักคุณ รู้ว่าคุณเป็นใคร

หลักการสำคัญสามประการในการสร้างแรงดึงดูดระหว่างนักธุรกิจเครือข่าย กับผู้มุ่งหวัง

1.โปรโมทตัวเราเองว่าเป็นนักธุรกิจเครือข่ายที่ประสบความสำเร็จ ที่พร้อมจะช่วยผู้อื่นให้ประสบความสำเร็จ

2.แบ่งปันความรู้หรือ ประสบการณ์ ที่มีประโยชน์ให้กับผู้ที่สนใจ

3.ทำให้ให้ผู้มุ่งหวังเชื่อถือในตัวเรา ว่าเราคือผู้เชี่ยวชาญที่จะนำเขาไปสู่ความสำเร็จ


ถึงแม้ว่าคุณจะมีแผนการตลาดที่ดีขนาดไหน มีสินค้าที่ดีขาดไหน มีเว็บไซต์ที่สวยเพียงใดก็ไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้ถ้าคุณไม่รู้จักการทำงานที่มีประสิทธิภาพในธุรกิจเครือข่ายอย่างแท้จริง





อาชีพ เสริม ที่ บ้าน,งาน ออนไลน์ รายได้ เสริม,ราย ได้ เสริม หาเงิน ออนไลน์,หา เงิน,วิธี หา รายได้ ผ่าน เน็ต,มี ราย ได้,ได้ เงิน จริงๆ,ราย ได้ ผ่าน เน็ต ได้ เงิน,หาเงิน เน็ต,สมัคร งาน ทำงาน ผ่าน อินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

ชีวิตของคุณเป็นอย่างนี้หรือปล่าว !!!!

video

ค้นหาเส้นทางชีวิตใหม่กับเรา !!! อาชีพ เสริม ที่ บ้าน,งาน ออนไลน์ รายได้ เสริม,ราย ได้ เสริม หาเงิน ออนไลน์,หา เงิน,วิธี หา รายได้ ผ่าน เน็ต,มี ราย ได้,ได้ เงิน จริงๆ,ราย ได้ ผ่าน เน็ต ได้ เงิน,หาเงิน เน็ต,สมัคร งาน ทำงาน ผ่าน อินเตอร์เน็ต

การจูงใจคนให้มาร่วมธุรกิจกับเรา

หากคุณกำลังต้องการประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย(MLM)จงอ่านซะ !!! อันดับแรกที่คุณจะต้องเรียนรู้ก็คือ !!!!



รู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณ (Know your Target Market First)

ซึ่งอันที่จริงแล้วสิ่งนี้เป็นสิ่งแรกที่นักธุรกิจเครือข่ายควรจะต้องเรียนรู้ไว้เพราะสินค้าแต่ละอย่างก็มีความแตกต่างกันออกไป  อย่างเช่น  คุณกำลังจะขาย  เนื้อวัว  แต่ว่าคุณดันไปขายให้คนที่นับถือเจ้าแม่กวนอิม !!!!  ToT  เค้าจะไปซื้อได้อย่างไร   จริงมั้ยครับ  สิ่งทีคุณจะต้องทำก็คือ  






กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ดี !!!




>>> กำหนดกลุ่มเป้าหมายของคุณ <<< 




อาจเป็นใครก็ได้


ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะการที่การที่เรากำหนดจุดมุ่งหมายได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว จะทำให้คุณสามารถสมัครคนเข้ามาร่วมธุรกิจ หรือ ซื้อสินค้าของเราได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากคุณยังไม่ได้กำหนดจุดมุ่งหมายแล้วมันก็เป็นการยากที่เราจะสมัครคนในแบบสุ่มแบบไม่แคร์สื่อใดๆจะทไให้ผู้ที่คุณติดต่อไปรู้สึกรำคาญและจะไม่แคร์คุณอีกเลย.....




สำหรับวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนครับ อาชีพ เสริม ที่ บ้าน,งาน ออนไลน์ รายได้ เสริม,ราย ได้ เสริม หาเงิน ออนไลน์,หา เงิน,วิธี หา รายได้ ผ่าน เน็ต,มี ราย ได้,ได้ เงิน จริงๆ,ราย ได้ ผ่าน เน็ต ได้ เงิน,หาเงิน เน็ต,สมัคร งาน ทำงาน ผ่าน อินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

หากคุณยังคิดแบบคนธรรมดา...คุณก็จะเป็นคนธรรดา.....แต่ถ้าคุณคิดแบบคนรวยหละ ???




“ Rich Dad Poor Dad “ by Robert T.Kiyosaki 
พ่อแท้ๆ ของผู้เขียน  มีตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมการศึกษาของรัฐฮาวาย   ในหนังสือผู้เขียนเรียกว่า  Poor Dad
ผู้เขียนมีเพื่อนที่สนิทมากตั้งแต่เด็กๆ ชื่อ ไมค์ และพ่อของไมค์เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในกิจการหลายๆ อย่าง จนมีอาณาจักรที่ใหญ่โต   ในหนังสือผู้เขียนเรียกว่า  Rich Dad
 

ตอนที่หนึ่งพ่อรวย – พ่อจน

พ่อทั้งสองของผู้เขียนต่างก็เป็นคนดี  มีผู้เคารพนับถือมาก  แต่มีคำสอนเรื่องการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันสุดขั้ว  ผู้เขียนได้รับฟังคำสอนที่แตกต่างกันทั้ง 2 ด้านตั้งแต่อายุ 9 ขวบ   ทำให้ผู้เขียนต้องรู้จักวิเคราะห์พิจารณาในคำสอนตั้งแต่เด็ก

พ่อจน

พ่อรวย

ความรักเงิน  เป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้าย

การขาดเงิน  เป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้าย

คนรวยควรเสียภาษีมากๆ เพื่อช่วยคนจน

ภาษีทำโทษคนขยัน  ให้รางวัลคนขี้เกียจ

เรียนมากๆ  จะได้ทำงานกับบริษัทที่มั่นคง

เรียนมากๆ จะได้ซื้อบริษัทที่มั่นคง

พ่อไม่รวย  เพราะพ่อมีลูก

พ่อต้องรวย  เพราะพ่อมีลูก

ห้ามพูดเรื่องเงินตอนทานข้าว

ชอบคุยเรื่องเงินตอนทานข้าว

เรื่องเงินทองต้องปลอดภัยไว้ก่อน

ต้องรู้จักวิธีจัดการกับความเสี่ยง

บ้าน
  เป็นการลงทุนและทรัพย์สินที่ใหญ่ที่สุด

บ้าน  เป็นหนี้สินที่ใหญ่ที่สุดและไม่ใช่การลงทุน

ชำระหนี้เป็นอันดับแรก

ชำระหนี้เป็นอันดับสุดท้าย

ประหยัดทุกบาททุกสตางค์เพื่อสะสมเงิน

ใช้ทุกบาททุกสตางค์เพื่อการลงทุน

สอนวิธีเขียนประวัติส่วนตัวอย่างไร  จึงจะได้งานทำ

สอนวิธีเขียนแผนธุรกิจอย่างไร  จึงจะสร้างงาน

ชาตินี้  ไม่มีวันรวยแน่

คนรวย  เขาไม่ทำกันอย่างนั้นหรอก

เงิน  ไม่ใช่สิ่งสำคัญ

เงิน  คืออำนาจ

เรียน  เพื่อทำงานให้ได้เงินเดือนสูงๆ

เรียน  เพื่อรู้วิธีใช้เงินทำงานให้เรา

พ่อ  ไม่ทำงานเพื่อเงิน

เงิน  ทำงานให้พ่อ


ตอนที่สอง   บทเรียนที่ 1 : คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน
ผู้เขียนได้รู้จักกับพ่อของไมค์ และขอร้องให้สอนวิธีหาเงิน
“ ถ้าเธออยากทำงานเพื่อเงิน เธอไปเรียนเอาที่โรงเรียน  แต่ถ้าอยากเรียนวิธีใช้เงินทำงานให้เรา  ฉันจะสอน"
“ การเรียนรู้วิธีใช้เงินทำงาน เป็นวิชาที่ต้องเรียนกันชั่วชีวิต 
“ การขาดเงินนั้น แย่พอๆ กับการผูกติดกับเงินนั่นแหละ 
“ อย่าให้อารมณ์เป็นตัวกำหนดการกระทำ รับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้  แต่ต้องใช้สมองกำหนดการกระทำ 

ตัวอย่างการพูดจากอารมณ์
“ ต้องหางานทำให้ได้ 
“ ฉันจะสอนให้เธอเป็นนาย ไม่ใช่เป็นทาสของเงิน 
“ ที่สุดแล้วเราทุกคนเป็นลูกจ้าง แต่ในระดับที่แตกต่างกัน 
“ ฉันอยากให้เธอหลีกเลี่ยงกับดัก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยความกลัวและความโลภ 
“ ถ้าเราควบคุมความต้องการได้ เราจะมีเวลาคิดไตร่ตรองมากขึ้น 
“ หลายคนตั้งตารอวันเงินเดือนออก รอวันเงินเดือนขึ้น  เพราะความกลัวและความต้องการ 
“ เราควรมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง ความฝันและความสุข  ไม่ใช่นอนก่ายหน้าผากกังวลว่าจะมีเงินให้ใช้ครบเดือนหรือไม่ 
“ ความเขลาไม่ใส่ใจเรื่องเงิน ทำให้เกิดความกลัวและความโลภ 
“ จำไว้ว่าการได้งานทำคือการแก้ปัญหาระยะสั้น ทุกคนคิดแค่วันเงินเดือนออก ปล่อยให้เงินมีอำนาจเหนือชีวิตพวกเขาจึงมีลักษณะคล้ายกันคือตื่นแต่เช้าไปทำงาน ไม่เคยหยุดคิดเลยว่า  มีวิธีอื่นที่ดีกว่ามั้ย’  “
 
ความคิดที่มาจากอารมณ์ที่ได้ยินบ่อยๆ
               “ ทุกคนต้องทำงาน 
                “ คนรวยขี้โกง 
                “ ผมควรจะได้ขึ้นเงินเดือนมิฉะนั้นจะลาออก 
                “ ฉันชอบงานนี้เพราะมั่นคง 
 
ความคิดที่ใช้สมอง
                “ ฉันมองข้ามอะไรไปหรือเปล่า 
ตอนที่สาม    บทเรียนที่สองทำไมต้องรู้เรื่องเงินๆ ทองๆ
“ การมีเงินมากๆ นั้น ไม่สำคัญเท่ากับการรู้จักวิธีรักษาเงินให้อยู่กับเราตลอดไป 
“ พ่อจนจะเน้นให้อ่านมากๆ พ่อรวยจะบอกให้เรียนเรื่องเงิน 
            กฏข้อที่-1           ต้องรู้ว่าอะไรคือทรัพย์สิน อะไรคือหนี้สิน
                “ คนรวยเพิ่มทรัพย์สิน คนชั้นกลางเพิ่มหนี้สินโดยเข้าใจว่าเป็นทรัพย์สิน 
                “ ถ้าอยากรวย ต้องอ่านให้เข้าใจตัวเลขและคำอธิบายเบื้องหลังนั้น 
                “ ทรัพย์สินคือเงินใส่กระเป๋า หนี้สินคือเงินออกจากกระเป๋า 
             
   รูปที่-3     การหมุนเวียนของกระแสเงินสดของคนจน

                                                              งาน

รายได้

เงินเดือน

รายจ่าย

ภาษี อาหาร ค่าเช่า ,เสื้อผ้า สันทนาการ เดินทาง

ทรัพย์สิน

หนี้สิน

 รูปที่-4     การหมุนเวียนของกระแสเงินสดของคนชั้นกลาง
                                                             งาน 

รายได้

เงินเดือน

รายจ่าย

ภาษี อาหาร ค่าเช่า ,เสื้อผ้า สันทนาการ เดินทาง

ทรัพย์สิน

หนี้สิน


เงินกู้บ้าน สินเชื่อผู้บริโภค ,บัตรเครดิต

                รูปที่-6     การหมุนเวียนของกระแสเงินสดของคนรวย

รายได้

เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าเช่าค่าลิขสิทธิ์

รายจ่าย

ทรัพย์สิน

หนี้สิน

หุ้น , พันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน อสังหาริมทรัพย์ ทรัพ์สินทางปัญญา



=== พ่อของไมค์ไม่ใช่นักวิชาการ แต่ความรู้เรื่องการเงินทำให้เขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ  ===
“ คนที่ฉลาด ต้องรู้จักจ้างคนที่ฉลาดกว่ามาเป็นลูกจ้าง 
=== โรงเรียนมีไว้ผลิตลูกจ้างที่ดี ไม่ได้มีไว้ผลิตนายจ้าง  ===
=== พ่อจนมองว่าบ้านเป็นทรัพย์สิน พ่อรวยมองว่าบ้านเป็นหนี้สิน  ===
=== เครื่องวัดฐานะทางการเงินคือ ถ้าเราหยุดทำงานวันนี้ เราจะมีเงินประทังชีวิตต่อไปอีกนานเท่าใด ===
=== เป้าหมายชีวิตของผมคือ การมีอิสระจากภาระทางการเงินทั้งปวง  ===
=== สมมติว่าผมมีทรัพย์สินที่ทำเงินได้เดือนละ 2000 เหรียญ และมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 2000 เหรียญ ผมสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินเดือนถึง 30 วัน  ===
=== ขั้นต่อไปคือ  การนำรายได้จากทรัพย์สินกลับไปลงทุนในช่องหนี้สิน  เพื่อขยายขนาดช่องทรัพย์สินให้โตขึ้น  ===

ตอนที่สี่   บทเรียนที่-3:  เพิ่มทรัพย์สิน – ทำธุรกิจของตนเอง
เรย์ คร๊อก   ผู้ก่อตั้งร้านแมคโดนัลเล่าให้นักศึกษาปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจ  มหาวิทยาลัยออสติน ว่าตามแผนธุรกิจแล้วเขาขายเฟรนไชด์ของแมคโดนัล  แต่มีเงื่อนไขที่ระบุถึงทำเลที่เหมาะสมด้วย  ดังนั้นคนที่ซื้อเฟรนไชด์ไปจะต้องซื้อทำเลทองด้วย  นั่นคือเรย์ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง
=== อุปสรรค์ทางการเงินส่วนหนึ่ง  มาจากการที่เรายอมทำงานเพื่อคนอื่นตลอดชีวิต  ===
=== ถ้าไม่เอารายได้มาซื้อทรัพย์สิน  คุณก็จะยังคงไม่มีความมั่นคงทางการเงินอยู่ต่อไป  ===
=== รากฐานของคนชั้นกลางคือไม่กล้าเสี่ยง  ทำให้ยึดติดอยู่กับเงินเดือนและงานที่ทำอย่างเหนียวแน่น เพราะที่นั่นเขารู้สึกว่า ปลอดภัย’  ===
=== หลายคนไม่เคยคิดถึงข้อแตกต่างระหว่าง อาชีพ’  & ‘ธุรกิจ’  ===
=== คำถาม  คุณทำธุรกิจอะไร’  ‘คุณทำอาชีพอะไร’  ===

ทรัพย์สินที่ผมแนะนำให้คุณสนใจไขว่คว้า สอนลูกหลานให้รู้จัก ดังนี้
1.       ธุรกิจที่ผมไม่ต้องนั่งเฝ้า  เป็นเจ้าของแต่มีคนมาจัดการให้ดำเนินกิจการไปได้
2.       หุ้น
3.       พันธบัตร
4.       กองทุนรวม
5.       อสังหาริมทรัพย์
6.       ตั๋วเงิน
7.       ค่าลิขสิทธิ์จากเพลง  จากงานแต่งหนังสือ  จากงานแปล  จากสิทธิบัตรต่างๆ
8.       สิ่งอื่นที่มีมูลค่า  สามารถสร้างรายได้หรือเพิ่มมูลค่าด้วยตัวมันเอง
=== ผมแนะนำให้คุณทำงานประจำไป แล้วค่อยๆ สร้างธุรกิจด้วยการลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างรายได้  ทุกบาททุกสตางค์ที่ใส่ลงในช่องทรัพย์สินจงอย่าให้ไหลออกมา ให้เงินนั้นทำงานให้คุณ ===
=== จงมุ่งมั่นทำงานประจำให้เต็มที่  พร้อมๆ กับสร้างช่องทรัพย์สินของคุณให้ใหญ่โตขึ้น  ===
=== คนรวยซื้อความสบายทีหลัง  แต่คนชั้นกลางมักซื้อความสบายก่อน  ===
=== คนรวยจะสร้างช่องทรัพย์สินให้ใหญ่โตพอที่จะสร้างรายได้กลับคืนมา  แล้วจึงนำรายได้นั้นไปซื้อความสะดวกสบายอีกที  ===
ตอนที่ห้า   บทเรียนที่-4:  ภาษี ประโยชน์ของนิติบุคคล
=== บริษัทเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าบุคคลธรรมดา  แล้วรายจ่ายบางอย่างได้รับการยกเว้นภาษีด้วย  ===
ทุกครั้งที่ผมจัดสัมมนาเพื่อถ่ายทอดความรู้ จะกล่าวถึงหลักสำคัญของไหวพริบทางการเงิน 4 อย่าง  ดังนี้
1.       ความรู้ทางบัญชี  -  อ่านงบการเงินให้เป็น
2.       ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน  -  ศิลปะของการใช้เงินทำงาน
3.       ความเข้าใจตลาด  -  อุปสงค์และอุปทานในตลาด
4.       ความรู้เรื่องกฎหมาย
=== คนรวยที่มีบริษัท  มักทำดังนี้   1) รายได้   à   2) รายจ่าย   à   3) เสียภาษี  ===
=== ส่วนลูกจ้างของบริษัท  มักทำดังนี้   1) รายได้   à   2) เสียภาษี   à   3) รายจ่าย  ===

ตอนที่หก    บทเรียนที่-5:  วิธีทำเงินของคนรวย
=== ในชีวิตจริง  คนกล้ามักจะประสบความสำเร็จ  ไม่ใช่คนที่มีแต่ความฉลาด  ===
=== ถ้าจะเก่งเรื่องเงิน  คุณต้องมีทั้งความรู้และความกล้า  ===
=== ถ้าคุณมีความรูเรื่องเงิน คุณก็มีโอกาสจะเจริญก้าวหน้าไปอีกไกล แต่ถ้าคุณไม่รู้  โลกนี้จะเป็นโลกที่น่ากลัวสำหรับคุณ  ===
=== เมื่อ 300 ปีก่อน เจ้าของที่ดินคือเจ้าของขุมทรัพย์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นเจ้าของโรงงานและการผลิต  ในปัจจุบันเป็นยุคของการสื่อสารข้อมูลไร้พรมแดน  ใครมึขอมูลมากที่สุดและทันสมัยที่สุดคือเจ้าของขุมทรัพย์  ===
=== เกมส์กระแสเงินสด ช่วยให้ผู้เล่นรู้จักวิเคราะห์ทางเลือก เช่น ถ้าหยิบได้เรือหมายถึงคุณต้องมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการซื้อเรือนั้นมา คำถมคือ แล้วคุณจะทำอย่างไร’  ===
=== ผมดูคนเล่นเกมส์มากว่าพันคน ส่วนมากคนที่ออกจาก สนามแข่งหนู’ ได้สำเร็จและเร็วที่สุด คือคนที่มีพื้นฐานความเข้าใจเรื่องตัวเลข มีความคิดสร้างสรรค์ เขาสามารถมองเห็นตัวเลือกต่างๆ ได้ในทันที ===
=== เงินเล็กน้อย  ย่อมกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้  ถ้าคุณมีไหวพริบทางการเงิน  ===

ไหวพริบทางการเงิน ประกอบด้วยทักษะ 4.ข้อใหญ่ๆ  ดังนี้
            1] ความเข้าใจ ความสามารถในการอ่านตัวเลข
                2] กลยุทธ์ในการลงทุน  ศิลปะในการใช้เงินทำงาน
                3] การตลาด  อุปสงค์ อุปทาน
                4] กฎหมาย กฎเกณฑ์  ความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎระเบียบทางบัญชี
=== อย่าลืมเอากฎหมายเรื่องภาษีมาใช้ให้มากที่สุด  ===
=== มีนักลงทุนอยู่ 2 ประเภท พวกแรกชอบลงทุนแบบตรงไปตรงมา  อีกพวกชอบพลิกแพลงสร้างสรรค์ ===
กว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทชอบสร้างสรรค์ได้ จะต้องหมั่นฝึกฝนนานวันด้วยทักษะต่างๆ ดังนี้
1>     ทำอย่างไร  จึงจะมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
2>     ทำอย่างไร  จึงจะได้เงินมาทำทุนโดยไม่ต้องกู้ธนาคาร
3>     ทำอย่างไร  จึงจะได้คนฉลาดมาเป็นลูกจ้าง

ตอนที่เจ็ด     บทเรียนที่-6:  ทำงานเพื่อเรียนรู้  อย่าทำงานเพื่อเงิน
=== ผมอยากแนะนำให้คุณทำงานเพื่อประสบการณ์ การเรียนรู้ที่คุณจะได้รับ  มากกว่าเพื่อผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน  และให้มองไปข้างหน้าว่าคุณยังขาดทักษะด้านใด  แล้วเสาะแสวงหาเพิ่มเติม  ===
=== สำหรับคนที่ลังเลใจว่าจะออกแรงแสวงหาทักษะใหม่ๆ ดีหรือไม่  ผมอยากให้คิดถึงเวลาที่คุณไปออกกำลังกาย  ตอนที่ยากที่สุดคือการตัดสินใจว่า จะไปดีหรือไม่’  ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้แล้ว ที่เหลือสบายมาก ระหว่างออกกำลังกายคุณจะรู้สึกมีความสุข  มีความภูมิใจในตัวเอง  และเมื่อออกกำลังกายเสร็จคุณจะรูสึกดีใจที่ได้ตัดสินใจถูกต้อง  ===

ตอนที่แปด  ฟันฝ่าอุปสรรค
แม้ว่าจะมีความรู้และไหวพริบทางการเงิน แต่บางคนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถทำให้ช่องทรัพย์สินโตขึ้นเพื่อเพิ่มกระแสเงินสดให้มากพอได้   สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก
1)       ความกลัว
2)       ความคิดด้านลบ
3)       ความขี้เกียจ
4)       นิสัย
5)       ความหยิ่งทะนงตน

สาเหตุข้อที่หนึ่ง:ต้องเอาชนะความกลัวว่าจะต้องเสียเงิน
=== ถ้ามีเงินน้อยแต่อยากรวย สิ่งที่คุณต้องทำคือ โฟกัส’  ===

สาเหตุข้อที่สอง:ขจัดความคิดด้านลบ
=== ความกลัวโดยไม่มีเหตุผลทำให้เรากลายเป็นคนที่มองเห็นแต่ข้อเสีย  ===

สาเหตุข้อที่สาม:ความขี้เกียจ
=== พ่อรวยสอนให้พูดว่า ทำอย่างไรจึงจะซื้อได้’  ห้ามพูดว่า ไม่มีปัญญาซื้อ’  ===
=== คำว่า ไม่มีปัญญา’ จะก่อให้เกิดความรู้สึกเศร้าหมอง
        คำว่า ทำอย่างไร’ สร้างความกระตือรือร้น ความตื่นเต้น ต้องคิดเพื่อหาคำตอบ  ===
=== หากปราศจากกิเลศ ขาดความต้องการที่จะสร้างชีวิตให้ดีขึ้น  โลกจะพัฒนาได้อย่างไร  ===
=== คราวนี้เมื่อใดที่คุณพบว่าตนเองกำลังหลีกเลี่ยงสิ่งที่ควรกระทำก็ให้ถามตัวเองว่า แล้วเราจะได้อะไรจากการกระทำ
        นี้บ้าง’ เติมความอยากลงไปสักนิด จะได้ขจัดเอาความขี้เกียจออกไปจากตัวคุณได้  ===

สาเหตุข้อที่สี่:อุปนิสัย
=== พ่อจน มักจ่ายเงินให้คนอื่นก่อน เหลือเท่าไรจึงให้ตัวเอง  ===
=== พ่อรวยสอนว่า ควรจ่ายให้ตัวเองก่อน ทีนี้ก็จะมีความกดดันที่จะต้องหาเงินมาจ่ายภาษีและเจ้าหนี้ทั้งหลายให้ได้    ความกดดันนี้จะทำให้คุณคิดหาแหล่งรายได้เพิ่มขึ้น  และทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เจ้าหนี้มาโวยวายใส่หน้าคุณได้  ===
=== ถ้าจ่ายให้ตัวเองหลังสุด ไม่มีความกดดันก็จริง แต่จะไม่มีอะไรเหลือเลย  ===

สาเหตุข้อที่ห้า:ความหยิ่งทะนงตน
=== ความรู้ทำให้ได้เงิน  ความไม่รู้ทำให้เสียเงิน  ===
=== จงขวนขวายหาความรู้จากหนังสือ  หรือจากผู้มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ  ===

ตอนที่เก้า   เริ่มต้นอย่างไรดี
บัญญัติ 10.ประการที่จะช่วยให้คุณมีพลัง
1] พลังใจเพื่อจะเอาชนะความจริงที่ขวางหน้า
=== หลายคนอยากรวย แต่เมื่อหันมามองความจริงเขากลับท้อแท้ และคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ เป็นลูกจ้างขยันทำงานไปวันๆ ดูจะง่ายกว่าเยอะ  ===
=== ถ้าพลังความอยากของคุณยังไม่แรงกล้าพอ  หนทางแห่งความเป็นจริงก็ยังอีกยาวไกล  ===
=== ถ้าคุณขาดพลัง  ขาดความมุ่งมั่น อะไรๆ ในชีวิตก็กลายเป็นเรื่องยากไปหมด  ===
2] เสรีภาพในการเลือก
=== เมื่อมีเงินอยู่ในมือ คุณมีสิทธิ์ที่จะเลือกอนาคตของคุณว่าจะเป็นคนรวย  ชั้นกลาง  หรือคนจน
นิสัยการใช้เงินสะท้อนให้เห็นตัวตนของเรา  คนจนใช้เงินอย่างไม่ฉลาด  ===
=== หลายครอบครัวสูญเสียทรัพย์สินเมื่อตกมาถึงรุ่นลูก  เพราะไม่เคยสอนให้ลูกหลานรู้จักวิธีดูแลรักษา ===
=== คนจำนวนมากเลือกที่จะไม่รวย  ส่วนใหญ่คิดว่ากว่าจะรวยเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไปสำหรับเขา
มักชอบพูดว่า  ฉันไม่สนเรื่องเงินๆ ทองๆ หรอก’  ‘ไม่เห็นอยากรวยเลย’  ‘จะคิดให้ปวดหัวทำไม อายุยังน้อยแค่นี้
ผมให้แฟนดูแลเรื่องเงิน ผมไม่ยุ่งหรอกครับ’  ===
=== คำพูดเหล่านั้นทำให้คุณสูญเสียประโยชน์ 2 อย่าง คือ เวลา การเรียนรู้  ===
=== คุณมีสิทธิ์เลือกใช้เวลา ใช้เงิน และใช้สมองอย่างไรก็ได้  ===
=== ไม่มีเงิน ใช่ว่าคุณจะต้องหยุดการแสวงหาความรู้  ===
=== คนที่คิดว่าตนเองฉลาดแล้ว เก่งแล้ว มองอีกมุมหนึ่งคือคนที่ไม่กล้าเสี่ยง กลัวความผิดพลาด  ===
=== คนฉลาดที่แท้จริง มักชอบฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยใจที่เปิดกว้าง พร้อมที่จะนำความคิดจากหลายๆ ด้านมาวิเคราะห์ประกอบเป็นความคิดใหม่ๆ ที่มีประโยชน์  ===
3] เลือกคบเพื่อนด้วยความระมัดระวัง
=== เพื่อนที่เป็นกลุ่มคนมีเงิน มักคุยแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ  เรื่องการลงทุน  เรื่องเศรษฐกิจ  ===
=== ในกรณีที่คุณเล่นหุ้น บางครั้งก็จะมีข้อมูลวงในจากการพูดคุยกับเพื่อนกลุ่มนี้  ===
=== ในธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ หลักสำคัญที่ต้องจำไว้คือคุณต้องมีความมั่นใจในตนเองโดยไม่โอนอ่อนผ่อนตามเสียงข้างมาก กว่าจะเป็นข่าวหน้าหนึ่งคนอื่นก็เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปจนหมดแล้ว  ===
4] สร้างสูตรและเรียนสูตรใหม่ๆประโยชน์จากการเรียนให้เร็วที่สุด
=== สูตรเดียวที่สอนเกี่ยวกับเรื่องเงินในโรงเรียน คือ ทำงานเพื่อเงิน’  ===
=== ในสังคมปัจจุบัน ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่คุณรู้อะไรแต่อยู่ที่คุณเรียนรู้สูตรใหม่ๆ ได้เร็วแค่ไหน  ===
5] ชำระหนี้ให้ตัวเองเป็นอันดับแรกประโยชน์จากการควบคุมตัวเอง
=== ถ้าคุณไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ คุณไม่มีวันรวย  ===
=== มี 3.ทักษะที่สำคัญสำหรับผู้ที่เริ่มทำธุรกิจของตนเอง  ดังนี้
                1) การบริหารกระแสเงินสด                 2) การบริหารบุคคลากร       3) การบริหารเวลา
=== นิสัยไม่ดีที่คนชั้นกลางชอบทำคือการแคะกระปุกแล้วเอาเงินออมมาชำระหนี้  ===
=== ถ้าอยากเป็นคนรวยต้องรู้ว่า เงินออมมีไว้เพื่อขยายช่องทรัพย์สิน ไม่ใช่มีไว้จ่ายหนี้  ===

6] เลี้ยงนายหน้าของคุณให้ดีประโยชน์จากคำแนะนำที่ดี
=== นายหน้าทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้คุณ คอยติดตามสถานการณ์เพื่อคุณจะได้มีเวลาไปตีกอล์ฟ  ===
=== เชื่อหรือไม่ว่าคนจำนวนมากให้ทิปพนักงานเสริฟอาหารร้อยละ 15~20 ทั้งๆ ที่บริการไม่ได้ประทับใจนักหนา
แต่กลับลังเลที่จะจ่ายค่านายหน้าเพียงร้อยละ 3~7  ===
=== ทำไมเราทิปคนในช่องรายจ่าย  มากกว่าคนในช่องทรัพย์สิน  ===
7] จงเป็นผู้ให้ประโยชน์จากการได้เปล่า
=== นักลงทุนที่ฉลาดควรมองหาอะไรที่มากกว่าผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน นั่นคือทรัพย์สินที่ได้หลังจากได้เงินลงทุนครบถ้วนแล้ว นี่แหละคือไหวพริบทางการเงิน  ===
8] ทรัพย์สินซื้อความฟุ่มเฟือย: ประโยชน์จากการ โฟกัส
=== เริ่มสอนลูกหลานและคนที่คุณรักเรื่องไหวพริบทางการเงินเสียแต่เนิ่นๆ ถ้าขาดไหวพริบทางการเงิน เงินจะฉลาดกว่าคุณ เพราะคุณอาจต้องทำงานเพื่อเงินไปตลอดชีวิต  ===
9] ความจำเป็นต้องมีพระเอกในดวงใจประโยชน์ของจินตนาการ
=== วิธีนี้ทำให้ผมมีพลังพิเศษ เหมือนแรงดลใจที่ทำให้รู้สึกว่าไม่มีอะไรยากเกินไปสำหรับเราคนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้  ===
10] สอนผู้อื่นแล้วคุณจะได้รับตอบแทนอานิสงส์แห่งการให้
=== ผมต้องการมีเครือข่าย  ผมแนะนำให้คนโน้นรู้จักกับคนนี้  ในทีสุดผมก็มีเครือข่ายกับคนจำนวนมาก ===
=== ไม่ว่าจะเป็นเงิน  ลูกค้า  ความรัก  ความสุข  ธุรกิจ  คุณต้องเริ่มต้นด้วยการให้ ถ้าไม่มีใครยิ้มให้ผม ผมก็จะยิ้มให้เขาก่อน  ===

ตอนที่สิบ ข้อควรทำ
บางคนคิดแต่ไม่ทำ บางคนชอบทำโดยไม่คิด คุณควรจะอยู่ตรงกลาง
1)       หยุดทุกอย่างแล้วพิจารณาว่าอะไรทำไปแล้วได้ผล อะไรทำไปแล้วไม่ได้ผล
2)       มองหาความคิดใหม่ๆ
3)       หาคนที่มีประสบการณ์  หรือที่เคยลงทุนแบบที่คุณสนใจ
4)       สมัครเข้าสัมมนา  อบรม  หรือเรียนพิเศษ
5)       เสนอราคา เพิ่มทางถอยไว้ด้วย ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหุ้นส่วน
6)       เดิน  วิ่งออกกำลัง  หรือขับรถยนตร์  ผ่านบางพื้นที่สักเดือนละครั้ง  เพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
7)       เรียนรู้เรื่องการเล่นหุ้น
8)       ทำไมผู้บริโภคจึงไม่รวย
9)       หาให้ถูกที่
10)   ผมมองหาคนต้องการซื้อก่อน  แล้วจึงมองหาคนต้องการขาย
11)   เรียนรู้จากประวัติศาสตร์
12)   ลงมือทำได้แล้ว

ขอบคุณที่มา http:// e-fpo.fpo.go.th อาชีพ เสริม ที่ บ้าน,งาน ออนไลน์ รายได้ เสริม,ราย ได้ เสริม หาเงิน ออนไลน์,หา เงิน,วิธี หา รายได้ ผ่าน เน็ต,มี ราย ได้,ได้ เงิน จริงๆ,ราย ได้ ผ่าน เน็ต ได้ เงิน,หาเงิน เน็ต,สมัคร งาน ทำงาน ผ่าน อินเตอร์เน็ต
 
Copyright 2009 JedsadaMLM. Powered by Blogger
Blogger Templates created by Deluxe Templates
Blogger Showcase